ได้ฤกษ์มาเขียนบล็อคเรื่องงานแต่งงานที่ผ่านมาแล้วจ้าาาา เย้ 5555 คือดองไว้นานเหลือเกิน จนครบรอบแต่งงาน 1 เดือนเมื่อวันที่ 7 เมษาที่ผ่านมานี้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว แหะๆ  สัญญาว่าจะขยันเขียนบ่อยๆ น้า คอมเม้นต์เป็นกำลังใจให้เค้าด้วยน่อ >.<//
 
ขอเริ่มต้นด้วยงานแต่งตอนเช้าตามประเพณีไทยกันก่อนเนอะ เพราะเริ่มทยอยได้รูปจากช่างภาพแล้ว
 
 
 
งานนี้จัดที่ อ.เขาค้อ จ.เพชรบูรณ์จ้า
 
เราเกิดที่เพชรบูรณ์ เป็นคนเพชรบูรณ์ แต่ไม่ได้เป็นคนเขาค้อน้า อยู่ในเมือง ข้างล่างเขานี่แหล่ะ แต่เหตุผลที่จัดเขาค้อคือ เรากับแฟน พี่โจ้ มีโจทย์งานแต่งที่ตั้งเป้าไว้เหมือนกันเลยคือ "ไม่อยากจัดในห้องโรงแรม" เพราะมันน่าเบื่อมาก หันไปทางไหนก็เหมือนกันไปหมด และอีกอย่างคือเราทั้งคู่ชอบต้นไม้มากกก ชอบปลูกต้นไม้ (หลายคนน่าจะจำได้ ไปปลูกต้นไม้ที่เขาใหญ่กันบ่อยมากๆ 555) และเหตุผลสุดท้ายคือ มีญาติๆ มาจากกรุงเทพ และจังหวัดอื่นๆ เยอะมาก เลยอยากให้ทุกคนได้มาเที่ยวเขาค้อด้วยเลยไปในตัว ได้สองเด้ง มาร่วมงานแต่งและมาเที่ยวด้วย
 
 
เราถือว่างานแต่งงานครั้งนี้จัดด้วยความรวดเร็วมากๆ เพราะเราทั้งคู่คิดจะแต่งงานกันเนี่ยคือช่วงเดือนธันวา 57 นี่เอง และพอไปหาฤกษ์ก็ดันได้เดือนมีนาที่จะถึงนี้เลย! เรียกง่ายๆ ว่ามีเวลาแค่ 2 เดือนกว่าๆ ในการเตรียมตัวทุกอย่าง!!
 
คือมันฉุกละหุกมากกก มีแต่คนไซโคว่า ตาว ไม่ทันแน่นอน! ต้องรีบนั่นรีบนี่ โอ๊ยยย ปวดหัวไปหมด ทั้งหาสถานที่ ทั้งหาเช่าชุด ทั้งรายละเอียดปลีกย่อยต่างๆ อีกมากมาย แทบจะเป็นลม
 
แต่ในความวุ่นวายนั้น เราก็ถือว่าเราโชคดีหลายๆ อย่าง หลายเรื่องที่คนรอบตัวบอกว่าต้องหายากแน้ๆ อย่างเช่นสถานที่ ก็กลายเป็นว่าเราได้สถานที่ที่ดีๆ อย่างคาดไม่ถึง
 
 
 
 
เช่นสถานที่จัดงานแต่งที่เพชรบูรณ์นี่ก็เหมือนกัน.... โชคดีที่คุณแม่ของพี่โจ้เป็นเพื่อนจุฬารุ่นเดียวกันกับ "น้าสน" เจ้าของรีสอร์ทเขาค้อทะเลภู บน อ.เขาค้อ ซึ่งบนรีสอร์ทนี้ร่มรื่นสวยงามมากกกก ทางรีสอร์ทเน้นสินค้า Organic ที่ผลิตเองทั้งขายในประเทศและส่งออกนอกประเทศเป็นหลัก 
 
หลังจากที่ลองคุยกันเราและพี่โจ้เองก็สนใจที่นั่นมากๆ เพราะเป็นงานในสวนแบบที่ต้องการเลย พอตกลงคุยกับน้าสน น้าสนก็ใจดีมากๆ ให้เราขึ้นไปดูสถานที่ได้เลย 
 
และพอไปถึงก็กรี๊ดดดดทีเดียว เพราะมันใช่มากๆ สวยมากๆ และที่สำคัญที่ที่นี่ไม้เปิดให้ใครใช้จัด event อะไรมาก่อนเลย น้าสนอนุญาติให้เรามาใช้เพราะเป็นลูกหลาน จึงเรียกว่าเป็นรายแรกและรายเดียวเท่านั้นที่ได้แต่งงานในนี้ (ยกเว้นว่าลูกหลานน้าสนคนอื่นจะมาใช้บ้าง แหะๆ)
 
 
 
 
 
อันนี้เป็นรูปวันงานแล้วจ้า เลยมีเก้าอี้วางบ้างแล้ว แต่อยากให้ดูว่าสวนมากสวยมากจริงๆ คือเป็นป่าแบบไม่ได้ประดิษฐ์มาก ร่มรื่นสุดๆ 
 
images by free.in.th
 
ตรงเกาะกลมๆ ตรงกลางนั่นคือส่วนที่ทำพิธีหมั้นและวางสินสอด เป็นเกาะกลางน้ำเลย วันแรกที่มาดูปุ๊บ ภาพออกปั๊บ อยากได้แบบนี้มากกก และแขกก็นั่งบนฝั่งรอบๆ 
 
 
images by free.in.th
 
ส่วนถ้ามองจากเกาะมาทางฝั่ง ก็จะเป็นแบบนี้จ้า ด้านหลังเป็นเรือนไทย ซึ่งปกติก็จะเป็นร้านอาหาร ที่ขายแต่อาหาร Organic เท่านั้น (ตามคอนเซ็ปต์รีสอร์ทเค้า) ซึ่งมันใช่มากๆ เรือนไม้กับสวน เข้ากันสุดๆ อิอิ แฮปปี้มากก
 
 
 
 
 
การมาจัดงานที่เพชรบูรณ์เป็นอะไรที่ยากมาก เพราะตัวเราทำงานอยู่กรุงเทพ และไม่ค่อยมีเวลาที่จะกลับไปดูแลจัดการเสียเท่าไหร่ ตรงนี้คือต้องขอบคุณแม่มากๆ ที่เป็นธุระให้แทบจะทุกอย่างเลย  ไม่ว่าจะคุยกับออแกไนซ์ (ต้องจ้างออแกไนซ์ ไม่งั้นแม่สลบแน่ๆ จัดการเองคนเดียวเลย) ขับรถขึ้นไปช่วยกันดูสถานที่ ดูเรื่องเมนูอาหาร เอาอาหารอะไรขึ้นไปเสริม และแน่นอนดูเรื่องที่พัก เราเหมาทั้งรีสอร์ทเลยเพื่อให้ญาติจากจังหวัดต่างๆ ได้มาพักด้วยกัน 
 
เรียกว่าไม่ใช่ดูแลแค่เรื่อของตัวงานแต่งเท่านั้น แต่ต้องดูแลแขก ที่พัก อาหาร พาไปเที่ยว ทุกๆ อย่างเลยเพราะเป็นเจ้าบ้าน เรียกว่างานนี้แม่ทุ่มเกินร้อย (และเหนื่อยเกินพัน55555)
 
 
 
 
คอนเซ็ปต์ของงานเราก็ง่ายๆ เลย นั่นคืองานแต่งในสวน ด้วยความที่สวนมันมีเอกลักษณ์อยู่แล้ว ไม่ต้องตกแต่งอะไรมาก งานนี้ออแกไนซ์เลยเบาใจไปเยอะ เนื่องจากว่าเราบอกเลยไม่ต้องแต่งอะไร เอาแค่ดอกไม้นิดๆหน่อยๆ ประดับพอให้รู้วาเป็นงานแต่ง อยากได้แบบออริจินอลเลย ทำให้ลดค่าใช้จ่ายเรื่องดอกไม้ไปเยอะมาก (ถ้าแต่งในโรงแรมต้องเสียค่าตกแต่งกว่านี้เยอะเพราะมันเป็นห้องเหลี่ยมๆ ไม่มีอะไรเลย) แต่ลำบากนิดนึงเพราะของทุกอย่างต้องขนไปบนเขาค้อ ทั้งเครื่องเสียง โต๊ะ เก้าอี้ เครื่องประดับ ดอกไม้สด และแน่นอน ที่พักทีมงาน เราต้องดูแลทุกอย่าง ก็เอาค่าใช้จ่ายส่วนอื่นที่ลดไปมาจ่ายตรงนี้เพิ่มนี่แหล่ะ 5555
 
 
พอใกล้ถึงงาน หลายคนทั้งเพื่อนพ่อและแม่ รวมถึงญาติๆ ทั้งหลายเริ่มถามถึง "Theme" ของงานว่าเป็นอย่างไร จะได้แต่งตัวมาถูก....เอาจริงๆ นะเราไม่ได้คิดถึงเรื่องนี้เลย คือคิดว่าทุกคนต้องเดินทางมาร่วมงานก็เหนื่อยมากแล้ว ยังต้องหาชุดกันอีก 
 
แต่ไปๆ มาๆ ลองถามดู ทุกคนอยากแต่งตัวให้เข้าธีมมากๆ เพราะถือว่าเป็นครั้งหนึ่งในชีวิต เราเลยจัดไป ธีม "ชุดไทยในสวน" ง่ายมั้ย 55555 อยากให้ทุกคนแต่งชุดไทยมาร่วมงานกัน 
 
อย่างเราเองตื่นเต้นมากกกกที่จะได้ใส่ชุดไทย เพราะอยากใส่มานานแล้ว แต่ไม่มีโอกาสได้ใส่เสียที (ยิ่งตอนนี้เททรนด์แต่งชุดไทยกำลังมาแรง ยังคิดอยู่เลยว่าอยากใส่ชุดไทยไปเล่นน้ำสงกรานต์จัง อิอิ) 
 
 
 
 
 
นอกจากนี้ยังมีของชำร่วยที่เป็น epic มากกกก เพราะทุกคนตื่นเต้นกับของชำร่วยของเรามาก (อาจจะเพราะงานมีแต่ผู้ใหญ่ เค้าเลยชอบกัน อิอิ) นั่นคือ "ผักหญ้าหวาน" 
 
 
images by free.in.th
 
ผักหญ้าหวาน หลายๆ คนคงไม่เคยได้ยินชื่อกันเท่าไหร่ แต่ผักนี้ดีมากกก ความหวานของผักชนิดนี้มากกว่าน้ำตาลถึงร้อยเท่า แต่ดีต่อสุขภาพ ลดปัญหาสำหรับคนเป็นโรคเบาหวานได้ดีเลยทีเดียว และเหมาะกับงานแต่งงานมากๆ #หวานเหมือนรักเรา (อ้วกกกก5555) 
 
และผักนี้ก็เป็นผัก organic ที่มีขายในรีสอร์ทเขาค้อทะเลภู ครั้งแรกที่เราเห็นคือตอนขึ้นไปดูสถานที่ ทางร้านอาหารเค้าทำอาหารมาให้ลองทาน แล้ว 1 ในเมนูนั้นคือน้ำพริก ที่มีผักเครื่องเคียงมาเยอะมาก ซึ่งผักหญ้าหวานก็ถูกนำมาเสิร์ฟ และพอลองกินก็ต้องตื่นเต้นเพราะมันหวานมากกก จิ้มกับน้ำพริกแล้วอร่อยมาก แปลกสุดๆ แบบที่ไม่เคยกินมาก่อน ยิ่งรู้สรรพคุณของมัน เราไม่ลังเลเลยที่จะขอสั่งทำเป็นของชำร่วยในงานแต่งงานทันที
 
(แม้แต่น้าหมวย น้องสาวของน้าสน เจ้าของรีสอร์ทที่ดูแลในส่วนของเพาะพันธุ์ไม้ขายยังชมเราเลย ว่าไอเดียดีนะเนี่ยเรา!! อิอิ)
 
 
 
และไม่อยากบอกว่าของชำร่วยงานนี้หมดในเวลาอันรวดเร็วมากก ถึงขนาดต้องรีบให้น้าหมวยทำเพิ่มให้หน้างานเลย เพราะคนชอบมากๆ หลายคนซื้อแบบต้นใหญ่ไปปลูกเองที่บ้านด้วย ชื่นใจจริงๆ 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
เช้าวันเสาร์ที่ 7 มีนาคม 2558 
 
 
 
เราตื่นมาตั้งแต่ตี 3 (เข้านอนเที่ยงคืน T^T) เพื่อมาแต่งหน้าทำผม อากาศที่นั่นเย็นสบายมากขนาดที่กรุงเทพ ณ ตอนนั้นอากาศเริ่มร้อนแล้ว แต่ที่เขาค้อตอนกลางคืนยังต้องใส่เสื้อกันหนาวอยู่เลย อุณหภูมิ 20 ต้นๆ เหมือนอยู่ต่างประเทศ
 
ตอนแรกเราคิดว่าเราคือคนที่ตื่นคนแรกในรีสอร์ทแน่นอน แต่ที่ไหนได้ เหล่าพี่ๆ ทีมงานออแกไนซ์ยังไม่ได้หลับได้นอนกันเลยตั้งแต่เตรียมงานเมื่อวาน สุดยอดเลยจริงๆ 
 
 
 
images by free.in.th
 
จากนั้นก็แต่งหน้าทำผม เรารีเควสขอพี่เค้าไปว่าอยากได้ดอกไม้ติดบนผม ดูไทยๆ ดี ก็ได้ดั่งใจเลย ^____^//
 
 
 
พอแต่งตัวแต่งหน้าเสร็จเรียบร้อยก็เป็นตาเจ้าบ่าวและญาติๆ มาแต่งกันบ้าง เราแต่งคนแรก และนานที่สุดเลย เกือบ 3 ชั่วโมงได้ จน 6 โมงกว่านู่นถึงเสร็จ ฤกษ์แห่ขันหมากคือ 07.09 น. (เช้าไปหนายยยยยย T^T) เรียกว่าทุกคนต้องแหกขี้ตาตื่นกันมารับขบวนขันหมากเลยทีเดียว 
 
 
 
พอเราแต่งตัวเสร็จ เดินมาที่จัดพิธี ทุกสายตามองมาเป็นที่เดียวเลย แหะๆ แอบเขิน แต่ก็ยังไม่ทันได้ทักทายใคร เราก็โดนต้อนให้ขึ้นไปชั้นสองของเรือนไม้ทันที เพราะตามประเพณีไทยคือห้ามเจ้าสาวออกมานอกบ้านก่อนขบวนขันหมากมา (คือเหมือนซ่อนเอาไว้ก่อน) เจ้าบ่าวยกสินสอดมา ฝ่ายพ่อแม่เจ้าสาวตรวจเงินทองเรียบร้อยแล้วโอเค ก็ค่อยอนุญาตให้เจ้าบ่าวขึ้นไปรับตัวเจ้าสาวลงมาทำพิธี
 
ดังนั้นเราเลยแทบไม่รู้เลยว่าข้างล่างเป็นยังไงบ้าง.....เกิดอะไรขึ้นแล้ว (ยังดีเป็นระเบียง เราก็แอบชะโงกหน้ามาส่องๆ ว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง5555)
 
images by free.in.th
 
 
ชุดไทยเราเลือกสีชมพูโอลด์โรส ใส่ครั้งแรกแล้วชอบทันทีเพราะสีของชุดขับผิวเราดีมาก ตอนแรกอยากใส่สีออกทองเพราะดูหรูดี แต่พอไปลองจริงๆ แล้วไม่ขับผิวเท่าไหร่ ดูซีดไปเลย แต่พอลองสีนี้แล้วผิวดูมีน้ำมีนวลขึ้นมาก ทำให้ได้รู้ว่าชุดพวกนี้ต้องลองจริงๆ ถึงจะรู้ว่าเข้ากับเรามั้ย
 
 
 
 
 
พอเวลาย่างเข้าใกล้ฤกษ์เต็มที เสียง โห่ ฮี้ โห่ ก็เริ่มดังมาแต่ไกล ทำให้เราพอรู้ว่าขบวนขันหมากเริ่มเข้ามาใกล้แล้ว
 
 
 
images by free.in.th
 
เจ้าสาวแอบมองจากระเบียง อิอิ ตื่นเต้นมากเลย เพราะเราไม่เห็นว่าเกิดอะไรขึ้น ได้ยินเสียงแว่วๆ มาเท่านั้นเอง 
 
 
 
ส่วนเจ้าบ่าว ก็มาพร้อมขบวนขันหมาก และเถ้าแก่ ต้องขอขอบพระคุณ คุรพ่อสมปอง อดีตท่านทูตประจำประเทศเบลเยี่ยม และแม่เตือนแข ท่านทั้งสองน่ารักมากๆ เป็นคุณพ่อบุญธรรมที่พี่โจ้รักและเคารพมากๆ ค่ะ 
 
images by free.in.th
 
ชุดเจ้าบ่าวเราก็เป็นคนเลือกเอง คือถ้าไหนๆ จะไทยแล้วก็ขอไทยแบบสุดๆ ไปเลย เป็นเสื้อพระราชทานและโจงกระเบนจ้า น่ารักอ้ะ ในชีวิตนี้จะมีโอกาสสักกี่ครั้งได้ใส่ หนึ่งในนั้นก็ต้องงานแต่งนี่แหล่ะ! (เจ้าตัวไม่หือไม่อือ ใส่ไรได้หมด 5555)
 
 
 
 
ก่อนจะเข้ามาได้นั้นก็ต้องผ่านประตูเงินประตูทองตามธรรมเนียมค่ะ งานนี้เน้นแต่ญาติๆ ไม่ค่อยมีแขกเป็นเพื่อนๆ หรือวัยรุ่นเท่าไหร่เพราะมันจัดไกล เลยเน้นแขกพ่อแม่ และงานเล็กๆอบอุ่นกันในเหล่าญาติมิตร (นี่ก็อีกโจทย์นึงที่เราต้องการ อยากจัดเล็กๆ แค่คนสนิทเท่านั้น และก็ประสบความสำเร็จ คือมีความสุขมากก มีแต่ญาติพี่น้องทั้งสองฝ่ายที่เรารัก และคนสนิทของพ่อแม่ ได้เห็นพ่อแม่คุยสนุกสนานกับเพื่อนเหมือนรวมรุ่นเราก็มีความสุขไปด้วย)
 
 
images by free.in.th
 
ด่านต่างๆ ง่ายๆ ชิลๆ สองท่านนี้ก็เป็นน้ากับป้าเราเองจ้าาา
 
images by free.in.th
 
ส่วนนี่ทีมชาย อิอิ เท่มากกกกกกกกกกกกกกกก  ลูกพี่ลูกน้องและน้าๆ อาๆ ทั้งนั้น แต่ที่เท่สุดคือคนกลาง 5555 คุณปู่เราเอง!! สุดยอดมั้ยละ 94 ปี แล้วนะนั่น!! แนวสุดเลยยยยยยยยย
 
 
นี่แหล่ะธีมชุดไทย มีแต่คนใส่ชุดไทยมา งานออกมาน่าร๊ากกกกมากกกกกก >.<//
 
 
ตอนที่เค้าทำกิจกรรมด่านต่างๆ เราไม่รู้เลยว่าเจ้าบ่าวจะโดนอะไรบ้าง ลุ้นให้ไม่เจออะไรมาก 5555 สงสารอ้ะ สิ่งเดียวที่ได้ยินคือ พีโจ้ตะโกนเสียงดังว่า "รักที่สุดในโลกกกกกกกกกกกกกกกกกกก" 555555555555 พลังเสียงดีจิงๆ!!
 
 
 
 
จากนั้นเมื่อผ่านด่านทุกด่าน ก็มีจะรายละเอียดพิธีอีกเยอะแยะมากมายที่เราไม่เคยรู้มาก่อนเหมือนกัน ที่จริงแล้วงานไทยเป็นอะไรที่ละเอียดมากกกก แต่ทุกอย่างผ่านไปด้วยดีจริงๆ ต้องยกนิ้วให้ออแกไนซ์และญาติๆทุกท่านที่ร่วมมือร่วมใจกันเพื่องานนี้โดยเฉพาะเลยค่ะ *-*
 
เมื่อผ่านด่านเสร็จแล้ว ก่อนที่เจ้าบ่าวจะเข้าบ้านเจ้าสาวได้ (มโนว่าเป็นบ้านเจ้าสาว5555) ก็ต้องให้ตัวแทนบ้านเจ้าสาวมาล้างเท้าให้เจ้าบ่าว หรือที่จริงแค่พรมน้ำนิดหน่อยเท่านั้นแหล่ะ เพื่อเป็นการต้อนรับเข้าบ้าน น้องชายเราก็รับหน้าที่นี้ไปโดยปริยาย
 
จากนั้นก็นำขันหมาก พานทอง สินสอดทั้งหลายมาตั้งไว้ที่บริเวณจัดงานพิธี (เกาะกลาง) โดยในบริเวณพิธีจะมี พ่อแม่ของเจ้าสาวและเจ้าบ่าวนั่งอยู่ และตรงกลางเป็นเถ้าแก่ของฝ่ายชายและฝ่ายหญิง 
 
โดยทางฝ่ายชายคือ คุณพ่อสมปอง อดีตท่านทูต และคุณแม่เตือนแขอย่างที่บอกไปตอนต้น
และฝ่ายหญิงคือ คุณปู่ กับ คุณยายเราเองจ้าาา (เราบอกพ่อแม่ไว้แต่แรกเลยว่าไม่เอาคนใหญ่คนโตซึ่งเป็นใครก็ไม่รู้นะ ขอเป็นคุณปู่กับคุณยายเท่านั้น เพราะคือผู้ใหญ่ที่เรารักมากที่สุดแล้ว) 
 
 
 
 
 
 
เมื่อพ่อแม่และเถ้าแก่ฝ่ายเจ้าสาว(ทำท่า)ตรวจตราสินสอดว่าถูกต้องตามที่ตกลงกันไว้แล้ว ก็อนุญาตให้เจ้าบ่าวไปนำตัวเจ้าสาวลงมาจากบ้านเพื่อเข้าพิธีได้....
 
images by free.in.th
 
เจ้าบ่าวเข้ามาไหว้พ่อแม่เจ้าสาวเพื่อขออนุญาตพาน้องลงมา ^___^
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
สำหรับการมารับตัวเจ้าสาว งานส่วนใหญ่จะใช้เป็นช่อดอกไม้มายื่นให้ แต่เราว่ามันไม่เข้ากับธีมไทยๆ และจากที่ไปเห็นงานนพี่แพรมา เราเลยติดใจและชอบไอเดียนี้มาก คือการนำพวงมาลัยมายื่นให้เจ้าสาว เราเลยรีบบอกพี่ออแกไนซ์เลยว่าขอเป็นพวงมาลัยแทน พี่เค้าขำก๊ากกกกเลย บอกว่าส่วนใหญ่เค้าไม่ใช่พวงมาลัยยื่ืนให้เจ้าสาวกันนะ จะให้เฉพาะผู้ใหญ่ เพราะมันจะเป็นลางว่าผู้ชายจะกลัวเมีย 55555555555 (ดีค่ะพี่!!)
 
 
images by free.in.th
 
เลยขอเป็นพวงมาลัยใหญ่ๆ สวยๆ เลยค่า ได้มาสวยสมใจ ^3^
 
 
 
 
 
เมื่อเจ้าบ่าวหยิบพวงมาลัยขึ้นมาเตรียมรับเจ้าสาวลงไปพิธี ด่านความยากยังไม่หมดแค่นั้น เพราะเมื่อขึ้นมาข้างบน ก็ต้องเจอกับเหล่าบอดี้การ์ดเจ้าสาวอีกขั้น!! หุหุ (ชุดน่ารักมั้ยล่ะ ใส่แบบนี้แล้วกลายเป็นนางสนมกับท่านหญิงเลย55555)
 
images by free.in.th
 
เหล่านางในสุดสวยของเก๊าาาา ยืนขำกันใหญ่ เพราะพี่แยม(อยู่นอกเฟรม)กำลังกันไม่ให้เจ้าบ่าวเข้ามาใกล้เจ้าสาวอยู่ 55555
 
 
images by free.in.th
 
เจ้าบ่าวเลยต้องแสดงพลังให้เหล่าบอดี้การ์ดของเราดูอีกรอบ โดยการตะโกนว่า "รักน้องตาวที่สุดในจักรวาลลลลลลลลลลลลลลลลลล!!" 5555555555555 คือเมื่อตอนประตูเงินประตูทองพูดไปแล้วไงว่าในโลก ตอนนี้เลยเพิ่มเป็นในจักรวาล.....เจ้่าตัวแอบกระซิบบอกว่าถ้ามีอีกด่านจะบอกว่าในกาแล็กซี่แล้วนะ 555555555
 
 
 
images by free.in.th
 
ได้ตัวเจ้าสาวไปสำเร็จถูกต้องตามประเพณีแล้วจ้าาา เก๊านี่ยอมมานานตั้งแต่ที่สุดในโลกละ 5555 
 
 
 
 
จากนั้นเจ้าบ่าวก็พาเจ้าสาวเดินลงบันไดมาที่บริเวณพิธีค่ะ ตื่นเต้นมาก เพราะทุกคนจ้องมองมาที่เราหมดเลย แถมรองเท้ายังส้นสูง ชุดไทยก็เป็นทรงหางปลา (ไทยประยุกต์) เวลาจะก้าวขาเดินนี่ลำบากมากกก ชุดมันบีบตรงเข่า เลยเดินได้ทีละนิดด้อกแด้กๆ ต้องคอยกระซิบบอกพี่โจ้ว่า ค่อยๆ เดินนะ เดี๋ยวหน้าคะมำ - -"
 
images by free.in.th
 
และแล้วเราก็ได้ทำพิธีกันเสียที....บอกแล้วงานเค้าละเอียดจริงๆ (ชอบนะ ครั้งหนึ่งในชีวิตได้ทำอะไรตามประเพณีควรจะเป็นก็รู้สึกดีจัง)
 
 
 
 
 
 
 
เมื่อมาถึงตรงกลางพิธี เราทั้งคู่ก็ไล่กราบพ่อแม่ทั้งฝ่ายหญิงและฝ่ายชาย รวมถึงเถ้าแก่ทั้งสองฝ่าย และเริ่มการหมั้นอย่างเป็นทางการ ซึ่งก็ไม่มีอะไรมาก แม่เจ้าสาวพับสินสอดเอาไปเก็บไว้(ตามพิธี) จากนั้นก็ผลัดกันสวมแหวน และบิ้วให้หอมแก้ม หอมมือกันตามประสางานมงคล 
 
 
images by free.in.th
 
สวมแหวนแล้วจ้า ถือว่าการหมั้นเสร็จสมบูรณ์ครบถ้วนทุกประการ จองกันและกันแล้วนะ 55555 โดยมีสักขีพยานมากมาย เราชอบภาพนี้มาก เพราะได้เห็นบรรยากาศโดยรวมของบริเวณพิฑีงาน สถานที่ที่สวยอยู่แล้ว จัดแต่งเพิ่มเติมก็ดูดีขึ้นมากๆ ร่มรื่นสุดๆ ทุกคนแต่งตัวแบบไทย ทั้งฝ่ายเจ้าสาวและเจ้าบ่าว
 
 
images by free.in.th
 
พอสวมแหวนเสร็จก็เป็นธรรมเนียนที่ฝ่ายชายและเพื่อนเจ้าบ่าวรอคอย นั่นคือ เราต้องก้มลงไหว้ที่ตัก ไม่รู้ทำไม แต่เพื่อนเจ้าบ่าวนี่เฮฮาสะใจกิ๊บกิ้วกันมากกก 5555555555 ถ่ายรูปกันครึกโครม แถมมีการบอกว่าให้อัดรูปนี้ขึ้นฝาบ้านด้วย แหม ทำซะเวอร์เจงๆ
 
 
 
จากนั้นก็เป็นเสียงยุให้หอมกันมั่ง จุ๊บกันมั่งตามประสา 
 
images by free.in.th
 
images by free.in.th
 
คือเอาจริงๆ นะ ตอนทำหวานๆ แบบนี้มีแต่ตลกอะ มองหน้ากันใกล้ๆ สบตากันแล้วก็ขำกันเอง คือมันไม่ชินเลย คู่เราไม่ค่อยจะได้หวานเท่าไหร่ ยิ่งหวานออกสื่อนี่นานๆ ที เลยกลายเป็นเรื่องเฮฮาสำหรับคู่เรามากกว่าที่มาหอมไม้หอมมือ หอมแก้มกันต่อหน้าผู้คนแบบนี้ 
 
ยิ่งพี่โจ้ชอบแกล้งเราอยู่เรื่อย เลยมีช็อตที่ทำเป็นเหม็นปาก หรือแลบลิ้นเลียจะเลียหน้าหลุดมาเยอะมากก - -" (สังเกตสีหน้าคุณปู่ะคุณยายข้างหลัง ขำมากอะ!!)
 
 
 
 
 
 
 
เมื่อหมั้นเสร็จก็เข้าพิธีแต่งแบบไทยต่อ นั่นก็คือการรดน้ำสังข์ค่ะ
 
images by free.in.th
 
ขั้นตอนการรดน้ำก็ไม่มีอะไรมาก คือการอวยพรคู่บ่าวสาวนั่นเอง ไล่ตามลำดับอาวุโส โดยเริ่มจากเถ้าแก่ทั้งสองฝ่ายก่อน จากนั้นก็ไล่ลำดับญาติของทางฝ่ายเจ้าบ่าวเจ้าสาวค่ะ....
 
 
แต่ที่พีคสุดคือ เราบ่อน้ำตาแตกกกกกกกกกกกกกก
 
คือไม่ได้อยากร้องไห้นะ แต่เราเป็นคน sensitive อยู่แล้วถ้าเกี่ยวกับครอบครัวและพ่อแม่ ตอนแรกก็ยิ้มแย้มมีความสุขอยู่นี่แหล่ะ ตอนหมั้นก็ยังสนุกสนานเฮฮาอยู่ดีๆ เลย แต่พอตอนรดน้ำสังข์ ตอนที่พ่อกับแม่เดินยิ้มเข้ามาหาอย่างอ่อนโยน อยู่ๆ ก็สะอื้นไม่รู้ตัวเลย....รู้สึกเหมือนกับว่า "เวลาผ่านไปเร็วจริงๆ"
 
เมื่อก่อนเรายังเป็นเด็กน้อยวิ่งเล่น วิ่งตามพ่อแม่อยู่เลย มีโกรธ มีงอนเวลาโดนใช้งาน เวลาไม่ได้อะไรดั่งใจ จากตัวเล็กๆ จนวันนี้...วันที่ได้เริ่มต้นครอบครัวของตัวเอง ภาพในอดีตมันพรั่งพรูออกมาจากไหนไม่รู้ รความรู้สึกที่ว่า "เราไม่ใช่เด็กน้อยของพ่อแม่อีกต่อไป" ค่อยๆ ชัดเจนขึ้น 
 
เราว่าพ่อแม่เองก็คงรู้สึกไม่ต่างกันเท่าไหร่....แม่มักจะพูดเสมอว่า ลูกจะจากอกแม่ไปแล้ว และเราก็มักจะพูดปลอบใจตลอดว่า "ตาวก็ยังเป็นลูกแม่เสมอนะ แม่ต่างหากที่ได้ลูกชายเพิ่มมาอีก 1 คน" 
 
แต่ถึงอย่างนั้นก็ตาม...เราเองก็อดรู้สึกใจหายเองไม่ได้ บางทีเราก็รู้สึกลึกๆว่า ให้เค้าเดินเข้ามาน้ำตานองหน้า ยังดีกว่าเดินเข้ามาแล้วยิ้มแบบเศร้าปนสุข นั่นคงเป็นสิ่งที่จุดชนวนให้เราร้องไห้ออกมาทันที....
 
 
 
 
 
images by free.in.th
 
มีหลายคนบอกว่า "ห้ามร้องไห้ในงานมงคลนะ" แต่เราถือว่าน้ำตานี้คือน้ำตาแห่งความปลื้มปิติ เป็นช็อตสะอื้นที่เรานึกถึงทีไรยังจำได้แม่นจนถึงวันนี้ ทั้งๆที่พ่อกับแม่ไม้ได้พูดอะไรมากมายเลย แต่คือแค่เห็นหน้าเค้าทั้งสองก็กลั้นน้ำตาไว้ไม่ไหวแล้วจริงๆ 
 
 
วันนั้นเป็นวันที่ร้องไห้เยอะมาก ทั้งตอนรดน้ำสังข์ ตอนไหว้ผู้ใหญ่ และตอนส่งตัวเข้าเรือนหอ ตอนส่งตัวนี่คือร้องไห้กันหมดทุกคนเลย ไม่ว่าจะทั้งเรา พ่อแม่ และพี่โจ้ รวมถึงป๊าม๊าด้วย เพราะเป็นการให้คำอวยพรครั้งสุดท้ายของพิธี....เราไม่เคยเห็นป๊าพี่โจ้ร้องไห้มาก่อน ครั้งนี้ก็ได้เห็นเป็นครั้งแรก และได้เห็นน้ำตาพี่โจ้ตอนกอดปาป๊าด้วย 
 
เราว่านี่คือข้อดีของพิธีไทย...หลายๆ อย่างทำให้เรารู้สึกได้ใกล้ชิดกับครอบครัว และมีโมเม้นต์ที่เรียกน้ำตาได้เยอะมากๆ ทำให้เราจดจำงานนี้ได้เป็นอย่างดี...
 
 
 
 
 
 
 
จากนั้นก็เป็นอันจบพิธีแต่งงานแบบไทยค่ะ งานเริ่ม 07.09 น.และจบจริงๆ ประมาณบ่าย 2 เราเลือกที่จะส่งตัวเข้าเรือหอเร็วเพราะว่าจะได้ไม่ต้องรอไปจนถึงตอนค่ำ จากนั้นเปลี่ยนเสื้อผ้า เพื่อพักผ่อนตามอัธยาศัย ระหว่างที่เรากำลังอาบน้ำอยู่นั้น ก็ได้ยินเสียงฝ้าร้องครืนๆ ดังมาก และอยู่ๆ ฝนก็ตกลงหนักมากกกกกกกกกกก ยังกับฟ้ารั่ว
 
โอ๊ยยยย จะบอกว่าโชคดี คุณพระคุ้มครองมากกก ทุกคนในงาน งง มาก เพราะตอนเช้าฟ้าใสสุดๆ ถ่ายรูปออกมาสวย ร่มรื่น อากาศที่ตอนแรกกลัวว่าจะต้องร้อนแน่ๆ เพราะจัดเอ้าดอร์ ก็ไม่ร้อนอย่างที่คิด เย็นสบาย มีลมเรื่อยๆ ไม่ต้องเปิดพัดลมเสริมเลยสักนิด เรียกว่าเราเหงื่อไม่ออกเลย 
 
ที่จริงตอนแรกแอบกลัวว่าฝนจะตกมากๆ เพราะถ้าฝนตกนี่งานล่มทันที นี่คือความเสี่ยงของงาน outdoor วันศุกร์ ก่อนวันงาน 1 วันฟ้าก็ครึ้มมาก เรากับพี่โจ้พอมาถึงสถานที่ ก็รีบขึ้นไปไหว้พระที่ชั้นสอง ขออนุญาตท่านจัดงานมงคลที่นี่ และขอให้พรุ่งนี้อากาศแจ่มใส
 
และก็แจ่มใสจริงๆ พอจบงานฝนก็ตกหนักมากเหมือนกลั้นมาตลอดในช่วงเช้า....เราเลยกลับไปไหว้ขอบคุณท่านอีกครั้ง
 
 
 
 
 
แล้วงานแต่งแบบไทยของเราในวันที่ 7 มีนาคม 2558 ก็จบลงแบบนี้จ้า ไม่มีอะไรมาก มีแต่ความอบอุ่นที่เหล่าญาติมิตรมีให้กัน ได้เห็นรอยยิ้มของทุกคนเราก็หายเหนื่อยเป็นปลิดทิ้ง (เอาจริงๆ ก็ไม่ได้เหนื่อยอะไรมากมายนะ เพราะมีออแกไนซ์เซอร์จัดการให้ทุกอย่าง) จากนั้นก็ดูแลญาติๆ พาไปเที่ยวและทานอาหาร ก่อนจะแยกย้ายกันเดินทางกลับ
 
ส่วนคืนแรกเป็นอย่างไรไม่ต้องถาม เราสลบจ้าาา นอนแค่ 2 ชม. ส่วนสามีน่ะเหรอออ นู่นนนนน ไปจั่วไพ่เล่นอยู่กับญาติๆ สนุกสนานเฮฮากลับมาตีอะไรก็ไม่รู้ 5555555555 
 
 
รวมญาติมันก็เฮฮาแบบนี้แหล่ะ อิอิ
 
 
 
 
เดี๋ยวมาเจอกันใหม่เอนทรี่หน้ากับงานฉลองตอนเย็นที่ Benedict Studio นะค้า
 
 
images by free.in.th